วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2558

รางวัล"กำพล วัชรพล" สำหรับวิทยานิพนธ์ด้านสื่อสารมวลชน 2558

2 มหาบัณฑิตผู้คว้ารางวัล "กำพล วัชรพล" ปี 58 ดีใจที่ได้รับโอกาส 

ชี้เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดงานวิทยานิพนธ์คุณภาพที่เป็นประโยชน์ต่อวิชาชีพ

งาน "กำพล วัชรพล" ปีนี้จัดเป็น ครั้งที่ 19 แล้วในงานมีการพิจารณามอบรางวัลสำหรับวิทยานิพนธ์ด้านสื่อมวลชน เพื่อช่วยยกระดับการทำวิทยานิพนธ์ของนิสิต นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ
ซึ่งปีนี้คณะกรรมการฯ เห็นว่าไม่มีวิทยานิพนธ์เรื่องใดได้รับรางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่น


แต่จากการพิจารณาอย่างรอบคอบเห็นว่ามีวิทยานิพนธ์ 2 เรื่อง มีความโดดเด่นด้านระเบียบวิธีวิจัย และมีคุณค่าในด้านองค์ความรู้ และเป็นประโยชน์ต่อวิชาชีพสื่อสารมวลชน สมควรได้รับคำชมเชยให้ได้รับรางวัล "กำพล วัชรพล" ได้แก่ 

1.วิทยานิพนธ์ เรื่อง "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กับขอบเขตการใช้เสรีภาพในการเสนอภาพข่าวของหนังสือพิมพ์" ของ น.ส. เทียนเงิน อุตระชัย นิติศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ
2.วิทยานิพนธ์ เรื่อง "พัฒนาการข่าวยอดเยี่ยมรางวัลมูลนิธิ อิศรา อมันตกุล กับการกำหนดบทบาทและแนวทางในการรายงานข่าวเชิงสืบสวนเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่น" ของนายมนตรี จุ้ยม่วงศรี นิเทศศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต

นายมนตรี จุ้ยม่วงศรีกล่าวหลังขึ้นรับรางวัลว่า" รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้รับรางวัลฯ และชื่นชมมูลนิธิไทยรัฐวิทยา ที่มอบโอกาสทางการศึกษาทำให้เด็กๆได้มีโอกาสใน
การศึกษา ทั้งยังส่งเสริมการทำวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาโท ทำให้มีแรงกระตุ้นและมุ่งมั่นกับการทำวิทยานิพนธ์ เหตุที่เลือกทำวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ เพราะอยากเห็นพัฒนาการทำข่าวการสืบสวนสอบสวนที่เคยได้รับรางวัลเป็นอย่างไร มีการพัฒนาอย่างไรบ้าง นอกจากนี้ต้องการสื่อให้เห็นว่า ถึงแม้การเสนอข่าวจะเปลี่ยนไปเป็นการนำเสนอผ่านสื่อออนไลน์มากขึ้น แต่การทำข่าวสืบสวนสอบสวนก็ยังสำคัญโดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ที่ต้องดึงข่าวมาเป็นจุดเด่นในการสร้างเป็นจุดแข็ง

ส่วน น.ส.เทียนเงิน อุตระชัย ทีอยู่ระหว่างการศึกษาต่อที่ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ผ่านไลน์ว่า
"รางวัลนี้ถือว่าเป็นรางวัลที่มีเกียรติและทรงคุณค่า เป็นการกระตุ้นให้นักศึกษาได้รับโอกาส และส่งเสริมการทำวิจัย...ส่วนวิทยานิพนธ์ที่นำเสนอนั้น ก็เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณชน ทำให้ได้รู้ถึงสิทธิและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์"
สำหรับท่านผู้อ่านที่สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องสิทยานิพนธ์รางวัล"กำพล วัชรพล" โปรดติดตาม ลิงค์ต่อไปนี้ครับ

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2558

PA82103 Research Methodology In Public Administration

วันนี้ผมขอนำเสนอ รายละเอียดของรายวิชา ระเบียบวิธีวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ พร้อมกับแผนการสอน (มคอ.3) กับ มคอ.5 เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอนวิชานี้ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

มคอ.3 หรือรายละเอียดของรายวิชาระเบียบวิธีวิจัยนี้ มีเนื้อหา 7 หมวด ประกอบด้วย
1) ข้อมูลทั่วไป 
2) จุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ 
3) ลักษณะและการดำเนินการ 
4) การพัฒนาผลการเรียนรู้ของนักศึกษา 
5) แผนการสอนและการประเมินผล 
6) ทรัพยากรประกอบการเรียนการสอน 
7) การประเมินและการปรับปรุงการดำเนินการของรายวิชา

สำหรับรูปร่างของรายละเอียดของรายวิชา PA82103 ระเบียบวิธีวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์  (Research Methodology In Public Administration) เป็นดังตัวอย่างต่อไปนี้ครับ













          ภาพนี้เป็นส่วนหนึ่งของ มคอ.5


ในการทำ มคอ.5 ต้องจัดทำรายงานชั่วโมงการสอนจริงเทียบกับแผนการสอน (มคอ.3) ดังนั้น ผู้สอนจึงต้องทำรายงานตามแบบ มคอ.5 ด้วย

ในส่วนของภาคปฏิบัติการสอนนั้น ทีมของผมทำการสอน  8 วันๆ ละ 6 ชั่วโมง เราสอนตามหัวข้อดังตารางข้างต้น และ
สอนแบบแบ่งความรับผิดชอบระหว่างผู้สอนสองคนโดย 4 วันแรก สอนตามหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์ บทที่ 1-3  ส่วน 4 วันหลัง สอนตามหัวข้อของ บทที่ 4-5 ครับ

ในโพสต์นี้ ผมไม่ได้นำเสนอหมวดที่ 6 คือ ทรัพยากรประกอบการเรียนการสอน ซึ่งกล่าวถึงตำราและเอกสารหลักเพราะเนื้อหาจะมากเกินไปครับ
เอาไว้กล่าวถึงในโอกาสหน้า
สำหรับวันนี้ขอกล่าวคำสวัสดีครับ

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

การเขียนบทคัดย่อ (Abstract)

การเขียนบทคัดย่อ และ Abstract พร้อมตัวอย่าง

 โดย ดร.ประสิทธิ์ คชโคตร

องค์ประกอบของบทคัดย่อ
บทคัดย่อที่ผมกล่าวถึงนี้ หมายถึงบทคัดย่อซึ่งเป็นส่วนประกอบของวิทยานิพนธ์ และภาคนิพนธ์ ระดับปริญญาโทสาขา รัฐประศาสนศาสตร์ ของมหาวิทยาลัราชภัฏกาฬสินธุ์
ตามที่อธิบายไว้ใน คู่มือการเขียนวิทยานิพนธ์ โครงการบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์ ฉบับที่ตีพิมพ์เมื่อเดือนมกราคม 2553 (หน้า 21 และ 22)
แต่ถ้าจะดูคำแนะนำว่าการเขียน Abstract มีหลักอย่างไรก็ลองดูลิงค์ต่อไปนี้ได้


สำหรับผมแล้ว ก็ต้องลงมือทำเลย  Done is better than perfect ครับ หมายความว่า ลงมือเขียนบทคัดย่อ ความยาวประมาณ 1 หน้ากระดาษ A4  ถึงหนึ่งหน้าครึ่งเลย โดยทำดังนี้

1.  ระบุประเภทของการวิจัย คือบอก ว่าการศึกษานี้ การวิจัยนี้ วิทยานิพนธ์นี้ หรือภาคนิพนธ์เรื่องนี้ เป็นการวิจัยประเภทใด เช่น ระบุว่า เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปริมาณ หรือแบบผสม หรือแบบอื่นๆ
2. ระบุวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยระบุด้วยว่ามีวัตถุประสงค์กี่ข้อ อะไรบ้าง โดยระบุเป็นข้อๆ
3. ระบุวิธีดำเนินการวิจัย โดยระบุว่า ประชากร เป็นใคร กลุ่มตัวอย่างเป็นใครบ้าง มีขนาดเท่าใด ได้มาอย่างไร กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีอะไร
4. ระบุเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ว่าใช้เครื่องมืออะไรในการเก็บข้อมูล ใช้แบบสำรวจแบบใด ใช้การสัมภาษณ์ หรือใช้แบบผสม เช่นระบุว่า มีทั้งวิธีสำรวจและมีการประชุมกลุ่มย่อย (Focus group) ด้วย เป็นต้น
5.  ระบุสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล เช่นใช้สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เป็นต้น
6.ระบุผลการวิจัย หรือข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย รวมทั้งข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป

ตัวอย่าง บทคัดย่อ (Abstract)  
  
ความสัมพันธระหวางความเชื่อและพฤติกรรมการสอนในหองเรียนของครูสอนภาษาอังกฤษใน
ระดับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย (A RELATIONSHIP BETWEEN BELIEFS OF EFL
UNIVERSITY TEACHERS IN A THAI UNIVERSITY CONTEXT AND THEIR
INSTRUCTIONAL BEHAVIORS: A CRUCIAL ISSUE)

ดาริกา ภกดั ีกลุ 4536486 ARAL/M
ศศ. ม. (ภาษาศาสตรประยุกต)
คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ: ฉันฐรัช หงษบุญไตร, Ph. D., อุบล สรรพัชญพงษ, M.A.

บทคัดย

งานวิจัยนี้เปนงานวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งมีจุดประสงคเพื่อศึกษาความเชื่อและพฤติกรรมการ
สอนและความสัมพันธระหวางความเชื่อและพฤติกรรมการสอนของครู (ถามี) ที่สอนภาษาอังกฤษ
เปนภาษาตางประเทศในระดับมหาวิทยาลัย งานวิจัยนี้มีความสําคัญ เนื่องจากความรูเกี่ยวกับความ
เชื่อและพฤติกรรมการสอนของครูรวมถึงความสัมพันธดังกลาว ทําใหเขาใจลึกซึ้งถึงสิ่งที่ครู
ตัดสินใจทําหรือไมทําในหองเรียน กลุมตัวอยางในงานวิจัยนี้คือ ครูสอนภาษาอังกฤษเป
ภาษาตางประเทศในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งประกอบดวยครูตางชาติและครูไทยจํานวน 19 คน จาก
มหาวิทยาลัยโคปแลนด(นามแฝง) เครื่องมือที่ใชในการเก็บขอมูลประกอบดวยการสัมภาษณเดี่ยว
การสัมภาษณเปนกลุม และการสังเกตการณสอน รวมถึงเอกสารเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตร
ภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัยโคปแลนด
ผลการศึกษาพบวา ในดานการจัดการในหองเรียน ครูในกลุมตัวอยางมีแนวโนมในการ
จัดการกับพฤติกรรมของนักเรียน ขอผิดพลาดของนักเรียน และปฏิกิริยาของนักเรียนตามความเชื่อ
ของครูเหลานั้น ในดานการสอน ครูในกลุมตัวอยางสอนนักเรียนตามแนวทางที่ครูไดเรียนมาและ
เชื่อวาแนวทางนั้นเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ จากการวิเคราะหอมูลเชิงคุณภาพ สรุปไดา มี
ความสัมพันธระหวางความเชื่อและพฤติกรรมการสอนของครูนอกจากนั้น เปนที่นาสังเกตวาระดับ
ของความสัมพันธระหวางความเชื่อและพฤติกรรมการสอนของครูมีการเปลี่ยนแปลงในระดับตางกัน
จากขอมูล พบวาการเปลี่ยนแปลงระดับของความสัมพันธเกิดจากปจจัยอื่นๆ เชนหลกสั ตรู จดประสงค ุ
รายวิชา สื่อการสอน จํานวนนักเรียน ขอจํากัดดานเวลาและสิ่งอํานวยความสะดวกในหองเรียน
138 หนFac. of Grad. Studies, Mahidol Univ. Thesis / iv

A RELATIONSHIP BETWEEN BELIEFS OF EFL UNIVERSITY TEACHERS
IN A THAI UNIVERSITY CONTEXT AND THEIR INSTRUCTIONAL
BEHAVIORS: A CRUCIAL ISSUE

DARIKA BHAKDIKUL 4536486 ARAL/M
M.A. (APPLIED LINGUISTICS)
THESIS ADVISORS: CHANTARATH HONGBOONTRI, Ph.D., UBON
SANPATCHAYAPONG, M.A.

ABSTRACT

This study aims to explore beliefs of English as a Foreign Language (EFL)
university teachers and their actual instructional behaviors, and to examine whether
there is a relationship (if any) between these teachers’ beliefs and their instructional
behaviors. Such a study is timely because knowledge of teachers’ beliefs and
behaviors, and the understanding of the relationship between teachers’ beliefs and
classroom behaviors could generate better insights into what teachers decide to do or
not to do in their classrooms and why. Nineteen native and non-native English
speaking EFL university teachers from Copeland University (pseudonym) were asked
to participate in the study. These teachers were interviewed, took part in focus group
interviews, and were observed during their teaching. Moreover, written documents
concerning the development of EFL courses at Copeland University were collected.
The study found that in terms of classroom management, almost all
participating EFL teachers tended to deal with their students’ behaviors, students’
errors, and students’ responses based on their beliefs. In terms of pedagogy, the
participants taught their students in the way they had learned, and believed it to be
suitable as well as effective. An analysis of these qualitative data helped the researcher
conclude that there was a relationship between teachers’ beliefs and their instructional
behaviors. Moreover, it is interesting to note that the degree of closeness of the
relationship between their beliefs and their actions somehow fluctuated. The gap
between these participating teachers’ beliefs and classroom behaviors, as it appeared
in the data, derived from factors such as course syllabi, course objectives, teaching
materials, number of students, time constraints, and classroom facilities.

KEY WORDS: BELIEFS / BEHAVIORS / RELATIONSHIP / EFL UNIVERSITY
 TEACHERS


138 pp.

วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ANOVA

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

การวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้การคำนวณด้วยตนเองโดยใช้สูตรทางสถิติจากเอกสารหรือแหล่งข้อมูลใดก็ตาม จะต้องระบุรายละเอียดของสูตรที่ใช้  พร้อมกับอ้างอิงแหล่งที่มาด้วย
สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพที่ไม่ต้องใช้สถิติและการคำนวณด้วยคอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูป  ไม่ต้องระบุในหัวข้อ

ทุนวิจัยผ่าน สกว. ปีนี้มีอะไรไหมจ๊ะ

สกว. ย่อมาจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

 สกว.มีทุนการวิจัยตามที่ปรากฏในเอกสารประชาสัมพันธ์ที่เราควรให้ความสนใจ ดังนี้ครับ

1.ทุนส่งเสริมนักวิจัยรุ่นใหม่

2. ทุนพัฒนาศักยภาพในการทำงานวิจัยของอาจารย์รุ่นใหม่ 

3 . ทุนพัฒนานักวิจัย (เมธีวิจัย สกว.)

4. ทุนเพิ่มขีดความสามารถด้านการวิจัยของอาจารย์รุ่นกลางในสถาบันอุดมศึกษา

5 . ทุนองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นพื้นฐานต่อการพัฒนา (วุฒิเมธีวิจัย สกว.)

6 . ทุนส่งเสริมกลุ่มวิจัย (เมธีวิจัยอาวุโส สกว.)

7 . ทุนศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น

ส่วนรายละเอียดขอเชิญตามลิงค์นี้ไปดูนะครับ

ทุนวิจัยจาก สกว. 




วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2558

การเลือกหัวข้อการวิจัย Single Mom's Empowered

การเสริมสร้างขีดความสามารถของแม่ที่เป็นหัวหน้าครอบครัว

การเสริมสร้างขีดความสามารถคนแก่ที่เลี้ยงดูหลานตามลำพัง



Single Mom's Empowered

วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

การศึกษาทัศนคติได้ข้อค้นพบแบบหนึ่ง แต่การสำรวจพฤติกรรมเป็นอีกอย่าง

การสำรวจทัศนคติ (Attitudes) ของผู้เลือกตั้งชาวสหราชอาณาจักรที่มีต่อพรรค Conservative Party  และพรรค Labour Party ซึ่งเป็นพรรคการเมืองใหญ่สองพรรค ที่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไป การสำรวจครั้งนี้ดำเนินการก่อนวันเลือกตั้ง และ
ได้ข้อค้นพบว่า

ทั้งสองพรรคได้รับความนิยมสูสีกันแบบ ที่เรียกว่า neck to neck หรือ too close to call คือต่างก็ได้รับความนิยมจากผู้เลือกตั้งราวๆ 35% 

และถ้าผลดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ก็อาจส่งผลให้ไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียงข้างมาก และจะทำให้รัฐสภาต้องตกเป็นสะพานแขวนต่องแต่งอยู่ระยะหนึ่ง(Hung Parliament) ก่อนที่จะสามารถตั้งรัฐบาลผสมระหว่างหลายพรรคได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม การณ์กลับตาลปัดไม่เป็นไปตามที่คาด เพราะว่า เมื่อผลของการสำรวจพฤติกรรมของผู้เลือกตั้งด้วยการทำ exit polls ถูกประกาศออกมา  ชาวประชาต่างต้องตกใจ เพราะคะแนนของพรรค Conservative กลับนำโด่ง คือนำพรรค Labour ถึง77 ที่นั่ง

http://en.m.wikipedia.org/wiki/File:Conservative_logo_2006.svg

สิ่งนี้กลายเป็นว่า เวลาทำการสำรวจทัศนคติ (Attitude) นั้น ผู้เลือกตั้งที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง หรือ sample ตอบคำถามแบบหนึ่ง
แต่เวลา แสดงพฤติกรรม (Behavior) ในคูหาเลือกตั้งตอนกาบัตร กลับทำอีกแบบหนึ่ง

นักวิจัยโดยเฉพาะคนทำ poll ครั้งนี้ จึงงงมาก ถึงงงเต๊ก ว่ามันเป็นเพราะอะไรกันนะ ข้อค้นพบจึงเป็นแบบนี้ได้

เรื่องนี้ ไม่น่าหนักใจครับ
เพราะการสำรวจที่เร่งรีบ รีบร้อน มันก็ต้องมีปัญหาเป็นธรรมดา เช่นปัญหาเกี่ยวกับการเลือกกลุ่มตัวอย่าง การกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง ความเที่ยงแท้แน่นอน (reliability) และความตรงประเด็น (validity) ของข้อคำถามในแบบสำรวจ วิธีการเข้าหาเพื่อทำการสัมภาษณ์ รวมทั้งความเหมาะสมของห้วงเวลาที่ทำการสำรวจด้วย  

อย่าลืมว่าเหตุปัจจัยอื่นๆนอกจากที่กบล่าวมานี้ก็มีอิทธิพลได้เหมือนกัน
เช่น พระประสูติกาลของรัชทายาท ก็อาจเป็นกระแสแห่งปฏิจสมุปบาท หรือการอาศัยกันแล้วเกิดขึ้นของสิ่งทั้งปวง ก็เป็นได้

นี่ก็ว่าตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าเลยนะ
จะบอกให้ !!!




วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ประเด็น (Issues)ในการกำหนดหัวข้อการวิจัย

การทำวิจัย ต้องกำหนดหัวข้อการวิจัยให้เหมาะสมและถูกต้องตามระเบียบวิธีการวิจัย
โดยต้องคำนึงถึงองค์ประกอบสามตัวดังต่อไปนี้

1.ประเด็น(Issues)
2.กลุ่มตัวอย่าง(Sample)
3.วิธีดำเนินการวิจัย(Methodology)

สำหรับประเด็นนั้น เมื่อมองออกหน้าต่างไปเจอสังคมไทยวันนี้ เรามักจะพบเห็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของผู้คน ดังนี้ครับ



1)สนช.เสียงท่วม โหวตสอย บุญทรง - ภูมิ - มนัส ทำจีทูจีเก๊เจอตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี

2)ป.ป.ช.สืบเชิงลึกตามล่ามหาสมบัติ รมต.เอี่ยวจำนำข้าวคืบไปกว่า 90%

3)หมอวรงค์โปลาจวกพวกงดออกเสียง พวกไม่โหวต เป็นคนแยกแยะถูกผิดไม่ได้

4)วิษณุฉายซ้ำ เลือกตั้ง มี.ค. ได้รัฐบาลใหม่ พ.ค.59

5)จับตา 19 พ.ค. ถกร่วม คสช. ครม. แก้ รธน.ชั่วคราว

6)บิ๊กตู่ลั่น ต้องเขียน รธน.ให้โลกยอมรับ บอกรอฟัง ทำ ไม่ทำประชามติหลัง สปช.โหวตรับร่างแล้ว
7)โฆษก กมธ. ยกร่าง เมินเสียงสวดแข็งกร้าว-ไม่รับฟังใคร

8)เพื่อไทยมึนกฏเหล็กนายกฯห้ามนักการเมืองพบชาวบ้าน ปชป.ตีความแค่ห้ามปลุกระดม ปชช.

ครับ อย่างน้อย
ท่านที่จะทำวิจัยก็พอจะมีประเด็นที่จะนำไปเกาะติด ติดตาม และจากนั้นให้เฝ้าดูประเด็นที่ตนสนใจเป็นพิเศษ เฝ้าดูต่อเนื่อง

ลองสร้างมโนภาพที่ถูกต้องขึ้นดู ว่าที่ถูกต้องประเด็นนั้นจะเป็นแบบใด จากนั้นลองนึกถึงกลุ่มตัวอย่างที่ท่านจะไปสอบถามความคิดเห็นของเขา และนึกถึงเครื่องมือที่จะนำไปใช้ในการสอบถามความคิดเห็นอย่างเป็นขั้นตอนหรือเป็นกระบวนการต่อไป
เช่นนี้ก็จะได้หัวข้อการทำวิจัยที่ถูกต้อง       ตามระเบียบฯ

พบกันใหม่ในคราวหน้า

สำหรับวันนี้สวัสดีครับ

วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2558

ประเด็นการวิจัย So What's This Jailing Of Bankers I Keep Hearing About? - The Reykjavik Grapevine

การกำหนดหัวข้อการวิจัยให้นึกถึง วิธีทำสมาธิ

คือเริ่มต้นด้วยการ ติดตามหรือเกาะติดประเด็นนั้น

ต่อด้วยการเฝ้าดู จากนั้นสร้างมโนภาพ สุดท้ายบังคับมโนภาพนั้น



 So What's This Jailing Of Bankers I Keep Hearing About? - The Reykjavik Grapevine

วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2558

เค้าโครงการเขียนรายงานการวิจัย (Outline of a typical research report)

จากการศึกษาตำรา และคำบรรยายวิชาระเบียบวิธีการวิจัยของผู้บรรยายหลายท่าน รวมทั้ง  Dr. Gary J. Dean แห่ง  IUP พบว่าเค้าโครงรายงานการวิจัยส่วนใหญ่ประกอบด้วยหัวข้อ และเนื้อหาที่สำคัญๆ ดังต่อไปนี้


บทที่1
หัวข้อ    อะไรคือวัตถุประสงค์ของการวิจัย
(What are the objectives of the research?)
                                  
องค์ประกอบ   หลักการและเหตุผลในการกำหนดปัญหาการวิจัย (Research Problem Statement)  และคำถามการวิจัย (Research Questions)  สมมติฐาน (Hypotheses)  นิยามศัพท์ปฏิบัติการ (Definition of Terms)  ข้อจำกัดในการวิจัย (Limitations)                                                             

บทที่ 2 
หัวข้อ   ความรู้ที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันเกี่ยวกับหัวข้อการวิจัย      
องค์ประกอบของรายงาน  เป็นการการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อการวิจัย (Review of the literature about the topic)

บทที่ 3
หัวข้อ   การเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลทำอย่างไร    
องค์ประกอบ   บรรยายความเป็นมาของการศึกษาหรือการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง การสุ่มตัวอย่าง ขั้นตอนและวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ประเด็นเกี่ยวกับจริยธรรมการวิจัย ตลอดจนวิธีวิเคราะห์ข้อมูล

บทที่ 4 
หัวข้อ   สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำวิจัย (Findings)                      
องค์ประกอบ   รายงานเกี่ยวกับสิ่งที่ค้นพบ หรือผลลัพธ์ของการวิจัย (Report 

บทที่ 5
หัวข้อ   อะไรคือคุณค่าหรือประโยชน์ของการค้นพบ การอภิปรายผล (Discussion of the findings)                    
องค์ประกอบ   เป็นการอภิปรายเกี่ยวกับข้อค้นพบ โดยมีการบอกกล่าวถึงการนำเอาผลของการวิจัยไปประยุกต์ใช้ การนำข้อค้นพบไปสร้างทฤษฎีขึ้นใหม่ ตลอดจนแนะนำว่าในอนาคตผู้สนใจเรื่องนี้ควรจะทำวิจัยต่อเนื่องในประเด็นใด (What could we do with this study?  What  is the advise you would give to your  audiences?)

จากเค้าโครงการเขียนรายงานการวิจัยข้างต้น จะเห็นได้ว่า รายงานการวิจัยประกอบด้วยเนื้อหา 5 บทดังกล่าวข้างต้น
อย่างไรก็ตาม นักศึกษาอย่าลืมว่า ในการทำวิทยานิพนธ์ ก็ดี หรือภาคนิพนธ์ก็ดี มหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง มีประกาศกำหนดเค้าโครงการเขียนวิทยานิพนธ์ไว้อย่างเป็นทางการ เพื่อให้นักศึกษาถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติอยู่แล้ว 
ตัวอย่าง เช่น โครงการบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์ ได้มีการจัดทำ คู่มือการเขียนวิทยานิพนธ์ ไว้เมือ พ.ศ. 2553



ดังนั้น ในการทำรายงานการวิจัย นักศึกษาจะต้องคำนึงถึงรูปแบบ และเค้าโครงการเขียนรายงานการวิจัยที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้เป็นหลัก

พบกันใหม่ในคราวหน้า
สวัสดีครับ