วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

การเขียนบทคัดย่อ (Abstract)

การเขียนบทคัดย่อ และ Abstract พร้อมตัวอย่าง

 โดย ดร.ประสิทธิ์ คชโคตร

องค์ประกอบของบทคัดย่อ
บทคัดย่อที่ผมกล่าวถึงนี้ หมายถึงบทคัดย่อซึ่งเป็นส่วนประกอบของวิทยานิพนธ์ และภาคนิพนธ์ ระดับปริญญาโทสาขา รัฐประศาสนศาสตร์ ของมหาวิทยาลัราชภัฏกาฬสินธุ์
ตามที่อธิบายไว้ใน คู่มือการเขียนวิทยานิพนธ์ โครงการบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์ ฉบับที่ตีพิมพ์เมื่อเดือนมกราคม 2553 (หน้า 21 และ 22)
แต่ถ้าจะดูคำแนะนำว่าการเขียน Abstract มีหลักอย่างไรก็ลองดูลิงค์ต่อไปนี้ได้


สำหรับผมแล้ว ก็ต้องลงมือทำเลย  Done is better than perfect ครับ หมายความว่า ลงมือเขียนบทคัดย่อ ความยาวประมาณ 1 หน้ากระดาษ A4  ถึงหนึ่งหน้าครึ่งเลย โดยทำดังนี้

1.  ระบุประเภทของการวิจัย คือบอก ว่าการศึกษานี้ การวิจัยนี้ วิทยานิพนธ์นี้ หรือภาคนิพนธ์เรื่องนี้ เป็นการวิจัยประเภทใด เช่น ระบุว่า เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปริมาณ หรือแบบผสม หรือแบบอื่นๆ
2. ระบุวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยระบุด้วยว่ามีวัตถุประสงค์กี่ข้อ อะไรบ้าง โดยระบุเป็นข้อๆ
3. ระบุวิธีดำเนินการวิจัย โดยระบุว่า ประชากร เป็นใคร กลุ่มตัวอย่างเป็นใครบ้าง มีขนาดเท่าใด ได้มาอย่างไร กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีอะไร
4. ระบุเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ว่าใช้เครื่องมืออะไรในการเก็บข้อมูล ใช้แบบสำรวจแบบใด ใช้การสัมภาษณ์ หรือใช้แบบผสม เช่นระบุว่า มีทั้งวิธีสำรวจและมีการประชุมกลุ่มย่อย (Focus group) ด้วย เป็นต้น
5.  ระบุสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล เช่นใช้สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เป็นต้น
6.ระบุผลการวิจัย หรือข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย รวมทั้งข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป

ตัวอย่าง บทคัดย่อ (Abstract)  
  
ความสัมพันธระหวางความเชื่อและพฤติกรรมการสอนในหองเรียนของครูสอนภาษาอังกฤษใน
ระดับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย (A RELATIONSHIP BETWEEN BELIEFS OF EFL
UNIVERSITY TEACHERS IN A THAI UNIVERSITY CONTEXT AND THEIR
INSTRUCTIONAL BEHAVIORS: A CRUCIAL ISSUE)

ดาริกา ภกดั ีกลุ 4536486 ARAL/M
ศศ. ม. (ภาษาศาสตรประยุกต)
คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ: ฉันฐรัช หงษบุญไตร, Ph. D., อุบล สรรพัชญพงษ, M.A.

บทคัดย

งานวิจัยนี้เปนงานวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งมีจุดประสงคเพื่อศึกษาความเชื่อและพฤติกรรมการ
สอนและความสัมพันธระหวางความเชื่อและพฤติกรรมการสอนของครู (ถามี) ที่สอนภาษาอังกฤษ
เปนภาษาตางประเทศในระดับมหาวิทยาลัย งานวิจัยนี้มีความสําคัญ เนื่องจากความรูเกี่ยวกับความ
เชื่อและพฤติกรรมการสอนของครูรวมถึงความสัมพันธดังกลาว ทําใหเขาใจลึกซึ้งถึงสิ่งที่ครู
ตัดสินใจทําหรือไมทําในหองเรียน กลุมตัวอยางในงานวิจัยนี้คือ ครูสอนภาษาอังกฤษเป
ภาษาตางประเทศในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งประกอบดวยครูตางชาติและครูไทยจํานวน 19 คน จาก
มหาวิทยาลัยโคปแลนด(นามแฝง) เครื่องมือที่ใชในการเก็บขอมูลประกอบดวยการสัมภาษณเดี่ยว
การสัมภาษณเปนกลุม และการสังเกตการณสอน รวมถึงเอกสารเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตร
ภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัยโคปแลนด
ผลการศึกษาพบวา ในดานการจัดการในหองเรียน ครูในกลุมตัวอยางมีแนวโนมในการ
จัดการกับพฤติกรรมของนักเรียน ขอผิดพลาดของนักเรียน และปฏิกิริยาของนักเรียนตามความเชื่อ
ของครูเหลานั้น ในดานการสอน ครูในกลุมตัวอยางสอนนักเรียนตามแนวทางที่ครูไดเรียนมาและ
เชื่อวาแนวทางนั้นเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ จากการวิเคราะหอมูลเชิงคุณภาพ สรุปไดา มี
ความสัมพันธระหวางความเชื่อและพฤติกรรมการสอนของครูนอกจากนั้น เปนที่นาสังเกตวาระดับ
ของความสัมพันธระหวางความเชื่อและพฤติกรรมการสอนของครูมีการเปลี่ยนแปลงในระดับตางกัน
จากขอมูล พบวาการเปลี่ยนแปลงระดับของความสัมพันธเกิดจากปจจัยอื่นๆ เชนหลกสั ตรู จดประสงค ุ
รายวิชา สื่อการสอน จํานวนนักเรียน ขอจํากัดดานเวลาและสิ่งอํานวยความสะดวกในหองเรียน
138 หนFac. of Grad. Studies, Mahidol Univ. Thesis / iv

A RELATIONSHIP BETWEEN BELIEFS OF EFL UNIVERSITY TEACHERS
IN A THAI UNIVERSITY CONTEXT AND THEIR INSTRUCTIONAL
BEHAVIORS: A CRUCIAL ISSUE

DARIKA BHAKDIKUL 4536486 ARAL/M
M.A. (APPLIED LINGUISTICS)
THESIS ADVISORS: CHANTARATH HONGBOONTRI, Ph.D., UBON
SANPATCHAYAPONG, M.A.

ABSTRACT

This study aims to explore beliefs of English as a Foreign Language (EFL)
university teachers and their actual instructional behaviors, and to examine whether
there is a relationship (if any) between these teachers’ beliefs and their instructional
behaviors. Such a study is timely because knowledge of teachers’ beliefs and
behaviors, and the understanding of the relationship between teachers’ beliefs and
classroom behaviors could generate better insights into what teachers decide to do or
not to do in their classrooms and why. Nineteen native and non-native English
speaking EFL university teachers from Copeland University (pseudonym) were asked
to participate in the study. These teachers were interviewed, took part in focus group
interviews, and were observed during their teaching. Moreover, written documents
concerning the development of EFL courses at Copeland University were collected.
The study found that in terms of classroom management, almost all
participating EFL teachers tended to deal with their students’ behaviors, students’
errors, and students’ responses based on their beliefs. In terms of pedagogy, the
participants taught their students in the way they had learned, and believed it to be
suitable as well as effective. An analysis of these qualitative data helped the researcher
conclude that there was a relationship between teachers’ beliefs and their instructional
behaviors. Moreover, it is interesting to note that the degree of closeness of the
relationship between their beliefs and their actions somehow fluctuated. The gap
between these participating teachers’ beliefs and classroom behaviors, as it appeared
in the data, derived from factors such as course syllabi, course objectives, teaching
materials, number of students, time constraints, and classroom facilities.

KEY WORDS: BELIEFS / BEHAVIORS / RELATIONSHIP / EFL UNIVERSITY
 TEACHERS


138 pp.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น